こんにちわ (Konnichiwa) ครับ เพื่อนๆ เป็นอย่างไรกันบ้างหนอ สุขสบายดีหรือเปล่า ต้องขอโทษผู้ดูแลเว็บไซท์ที่ไม่สามารถออกบทความได้ทุกๆอาทิตย์ เพราะว่าผมเริ่มงานเข้าแล้วฮ่าๆๆ ว่าจะขอต่อรองเป็น สองอาทิตย์ครั้ง หึๆ เพราะออกทุกอาทิตย์เดี๋ยวหมดมุขกันพอดี
ที่ญี่ปุ่นช่วงนี้ร้อนใช้ได้ครับ แต่สำหรับคนไทยอย่างผมก็สบายๆ นอนก็แค่พัดลมก็พอ ไม่ต้องเปิดแอร์ทุกวันเหมือนตอนอยู่เมืองไทย ก็หน้าร้อนแล้วน่ะครับ หน้าร้อนภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า 夏 (Natsu) ที่ญี่ปุ่นเค้ามีกัน 4 ฤดูครับ มี ฤดูร้อน夏 (Natsu, Summer), ฤดูหนาว 冬 (Fuyu, Winter), ฤดูใบไม้ร่วง 秋(Aki, Autumn) และ ฤดูใบไม้ผลิ 春(Haru, Spring) (ชื่อของน้องฮารุรายการสตรอเบอรี่ชีสเค้กนั่นเอง)
แต่ที่เพื่อนๆเห็นข่าวในโทรทัศน์ว่า พายุเข้า ฝนตก น้ำท่วม ทำไมไม่ยักกะมีฤดูฝน อันนี้ผมก็ไม่ทราบที่มาที่ไป แต่จากความเห็นส่วนตัว ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นเกาะ ปีๆหนึ่งไต้ฝุ่นเข้าเป็นหลักร้อยลูกตลอดทั้งปี ดังนั้น มันก็ยากที่จะกำหนดช่วงเวลาให้สำหรับฤดูฝนน่ะครับผมว่า
มาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่า อย่างที่จั่วหัวไว้ เกาะรถเค้าไปโตเกียว มีหลายขา เพราะไปกันหลายคน ฮ่าๆๆ คืออย่างนี้ครับ ผมมาอยู่ที่นี่ ก็ได้อยู่หอพักที่บริษัทจัดให้ ทีนี้คนไทยที่อยู่หอก่อนหน้านี้ก็มีแค่คนเดียว เป็นคนที่มาจากอีกบริษัทหนึ่ง ที่เป็นโตโยต้าเหมือนกัน คือ Toyota Motor Thailand Co.,Ltd. ส่วนตัวผมมาจาก Toyota Motor Asia Pacific Engineering & Manufacturing Co.,Ltd. แต่ก็นั่นแหละครับ พอดีเจ้านายผมฝากเขาช่วยดูแลผมหน่อยในช่วงแรกๆ ด้วยความมีน้ำใจเขาชวนผมกับภรรยาไปโตเกียวครับ....เขาพลาดอย่างแรงครับ เพราะคิดว่าเค้าคงชวนด้วยความมีน้ำใจ แต่ผมตอบตกลงทันทีครับ!!
เค้าคงไม่คิดว่าผมจะหน้าหนาขนาดนี้ นั่นแหละครับทำให้ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่โตเกียว ทั้งๆที่ไม่มีรถ ไม่รู้ทาง และยังพูดญี่ปุ่นไม่ได้ ฮ่าๆๆๆ เที่ยวนี้เราไปกัน 3 วัน 2 คืน เดินทางด้วยรถ Prius Hybrid 3rd Generation เพื่อนผมคนนี้เขาไปขอแลกรถที่เขาเช่า (Its) กับทางผู้เช่าเป็นการชั่วคราวครับ เพราะว่าแกอยากลองขับ Prius Hybrid (สิ้นปีนี้จะขายที่เมืองไทยแล้วนะครับ อุดหนุนกันด้วยนะครับ) ผู้เช่าก็ใจดีครับ เราก็ได้ไปโตเกียวด้วย Prius เราใช้เส้นทางด่วน Tomei ครับ จากนาโกย่า ไป โตเกียวก็ประมาณ เกือบ 400 กม. ให้นึกถึงทาง Motorway ที่บ้านเราครับ คล้ายกันเลย แต่ที่ไม่เหมือนที่นี่ซิ่งมากไม่ได้ครับ มีกล้องอยู่ตลอดทาง
ผมรู้สึกประทับใจจุดพักรถที่นี่ครับ อยากเล่าให้เพื่อนๆอ่านกัน จุดพักรถที่นี่จะมีอยู่สองแบบคือ PA และ SA PA - Parking Area จะเป็นที่จอดพักรถเล็กๆ ให้หายเหนื่อย ไม่ใหญ่มาก ประมาณที่พักทางหลวงบ้านเรา SA – Service Area จะเป็นอะไรที่ใหญ่โต สะอาด มีจุดให้พักชมวิว ท่องเที่ยวเล็กได้ เปรียบได้ก็จุดพักรถมอร์เตอร์เวย์บ้านเรา แต่ไม่ใหญ่เท่า เนวิเกเตอร์ที่ญี่ปุ่น ไม่ต้องบอกก็คงทราบว่ามันเจ๋งขนาดไหนนะครับ ยกตัวอย่างเท่าที่ผมทราบ มันบอกสภาพการจราจรได้, บอกจุด SA, PA อัตโนมัติว่าอีกกี่กิโลเมตรจะถึง แล้วที่หน้าทึ่ง เวลาวิ่งเข้าเขตเมืองไหน จะมีเข้ามูลสั้นๆดังออกมาจากเนวิเกเตอร์ด้วย เจ๋งไหมครับ นึกถึงป้ายเข้าเขตจังหวัดของบ้านเราละกัน
ยกตัวอย่างเพื่อนๆ ขับเข้าเขตจังหวัดลำปาง เสียงจากเนวิเกเตอร์ก็จะดังขึ้นมาว่า “ยินดีต้อนรับสู่จังหวัดลำปาง คำขวัญของจังหวัดคือ ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก” อะไรประมาณนี้ เราแวะ SA กันระหว่างทางเพื่อทานอาหารเช้าครับ เพื่อนบอกว่าวันไหนที่โชคดีฟ้าเปิด คุณสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิสีฟ้าสดใสจากจุดนี้ได้ เสียดายที่ผมไม่โชคดีขนาดนั้นครับ เพื่อนมาโตเกียวตั้ง 6 ครั้ง ถึงจะเห็นสักหนึ่งครั้ง อาหารเช้าเพื่อนแนะนำให้ลอ งชุดอาหารเช้าของ McDonald ที่เค้าบอกว่าไม่มีขายที่เมืองไทย เป็นแพนเค้กประกบกันตรงกลางมีไส้เบคอนกับไข่ ตัวแพนเค้กมีไส้เป็นน้ำผึ้งอยู่ตรงกลาง


ท่าฟ้าเปิดตรงนี้จะเห็นฟูจิ
ธรรมเนียมที่เหมือนกันของคนญี่ปุ่นกับคนไทยอย่างหนึ่งก็คือ ในที่ทำงานเวลาใครไปไหนมาไหนก็ต้องซื้อของมาฝากคนที่ทำงาน ดังนั้นร้านขายของฝากจะเยอะมากตาม SA ต่างๆ แต่ที่ไม่เหมือนกันคือ ของฝากของคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะทำเป็นห่อเล็กๆ เพื่อให้เหมาะกับการแจกกระจายไปในแผนก และแพ็คเกจก็หรูหรา (เกินเหตุ-ทำให้ของแพง) ตรงนี้บ้านเราน่าจะเอาอย่างบ้างนะครับ อย่างข้าวแต๋นบ้านผมถ้าซื้อฝากเพื่อนที่ออฟฟิศ เปิดแล้วกินไม่หมดก็ไม่น่ากินหรือไม่กรอบไปเลย


เราใช้เวลาขับรถกว่า 5 ชั่วโมงได้ครับ ระยะทางไม่ไกลมากแต่เราใช้เวลามากเพราะเค้าควบคุมความเร็วครับ และถ้าโดนจับขึ้นมาละก็คนละเรื่องกับบ้านเราละกันครับ ผมทึ่งกับการสร้างทางด่วนที่นี่มากครับ อยากจะถามเพื่อนๆที่จบโยธาหน่อยว่ามันทำได้ยังงัย? ยากไหม? และบ้านเราทำแบบนี้ได้ไหม?
อย่างที่เพื่อนๆทราบ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นเกาะ ถึงแม้จะใหญ่ก็จริง แต่พื้นที่ราบสำหรับอยู่อาศัยไม่มากนัก ส่วนใหญ่มีแต่ภูเขา ดังนั้นการสร้าง Motorway ของเค้าทำยังงัยรู้ไหมครับ เจอภูเขาเจาะทำอุโมงค์ ระหว่างภูเขาก็ทำสะพาน ทางก็ตรงแหน่วเลยทีนี้ แต่ผมว่ามันต้องใช้เงินเยอะมาก คือโชว์ความรวยของประเทศได้เลยครับ

รูปจำลองรูปแบบการสร้างทางที่ผมพูดถึงครับ
แต่ทุกอย่างก็มี 2 ด้านเสมอครับ..... ค่าทางด่วนแพงรากแตกครับ ช่วงเศรษฐกิจแย่รัฐเลยช่วยด้วยการให้เหมาจ่าย 1000 เยน (370 บาท) เฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ให้คนใช้กันเยอะๆ แต่ถ้าวันธรรมดาก็อัตราปกติครับ อย่างขากลับผมโดนไปประมาณ 4,500 เยน ก็ประมาณ 1600 – 1700 บาท ....ป้าด นี่บ้านเรานั่งเครื่องบินไปได้เลยนะครับ แต่ก็น่านแหละครับ พวกเราถึงต้องไปกันหลายๆคน เพื่อหารค่าใช้จ่ายต่างๆกัน และต้องวางแผนให้ดีด้วย
หลังจากขับรถประมาณ 5-6 ชั่วโมง เราไปถึงโรงแรมที่พักเพื่อเช็คอินกันก่อนและจะได้เอารถจอด เพราะว่าเราจะเดินทางด้วยรถไฟ เพราะที่จอดรถในญี่ปุ่นแพงมากครับ และ หายากด้วย จนมีบางคนบอกว่าคิดจะซื้อรถในโตเกียวให้บวกค่าที่จอดรถไปด้วย ขนาดโรงแรมที่พักยังมีที่จอดแค่ 3 ช่องเอง โรงแรมที่พักชื่อ Hotel Villa Fontaine สาขา โตเกียว hatchobori ครับ เค้ามีหลายสาขานะครับ ค่าโรงแรม 2 คืน ก็ประมาณ 20000 เยน ตกคืนละ 3700 บาท แต่ห้องเท่ารูหนูครับ ต้องทำใจ เมืองที่ค่าครองชีพติดอันดับโลกอย่างโตเกียว หลังจากนั้นเราก็เดินทางไปด้วยรถไฟใต้ดิน ถ้าเพื่อนๆจะมาเที่ยวผมแนะนำให้ซื้อตั๋ว one day pass นะครับ จ่ายครั้งเดียว ไปกี่สถานีก็ได้ภายใน 1 วัน แต่ต้องดูให้ดีนะครับ เพราะบางสายก็คนละเจ้า เช่น one day pass ของ MRT อาจจะใช้กับ BTS ไม่ได้
เขตชินจุกุ (ญี่ปุ่น: 新宿区 Shinjuku-ku) เป็น 1 ใน 23 เขตการปกครองพิเศษในโตเกียว เขตชินจุกุคือธุรกิจหลักและศูนย์การบริหารและ การสถานีรถไฟยุ่งที่สุดในโลก ซึ่งสถานีชินจูกุสภาพความเป็นจริงนั้นสับสนอลหม่านด้วยผู้คนเฉียดวันละ 3,000,000 คนยืนเบียดเสียดกัน โดยช่วงเวลาที่หนาแน่คือตอนเช้า 7:30-9:30 และตอนเย็น 17:00-18:00 และมี ตึกการปกครองนครบาล โตเกียว ศูนย์กลางการบริหารสำหรับ มหานคร โตเกียว และพื้นที่รอบๆ ชินจุกุ
ชินจุกุ เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่วัยรุ่นและนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวเป็นย่านที่มีแสงสีของ tokyo และได้รับความนิยมและเป็นสถานที่ที่มีของขายมากมาย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องปะดับ และร้านอาหารมากมาย) แต่ด้วยความที่เราไม่ได้บ้าซื้อของอะไรมากมาย ชินจูกุไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นมากนัก นอกจากจำนวนคนที่พลุกพล่านจริงๆ เราเดินทางไปเติมพลังด้วยการไปทานราเม็งร้านที่ คุณ โน้ต อุดม พูดเอาไว้ในเดี่ยว8 (เพื่อนบอกมา ผมยังไม่ได้ดูเดี่ยว8 555)
ต้องขอโทษทีจำชื่อร้านไม่ได้แล้ว อ่านไม่ออกด้วย หลังจากทานแล้ว อยากจะบอกว่ามัน...มัน... (oily) เกินไปครับ ดูจากรูปได้ คือคนที่ไม่ชอบจะเลี่ยนเอาได้ง่ายๆ แต่แปลกอยู่อย่างหนึ่งครับ ไอ่เรื่องเวลาสั่งต้องเอาตังค์ใส่ตู้กดตั๋ว แล้วเอาตั๋วมายื่นเด็กเสิร์ฟเนี้ยเพื่อนๆคงเคยทราบแล้ว แต่ที่ผมไม่ทราบคือ ร้านนี้ เล็ก กลาง ใหญ่ ราคาเดียวกันหมดครับ ใครกินน้อยเสียเปรียบครับ เพราะจ่ายเท่าเพื่อน ฮ่าๆๆ แต่ อยากจะบอกว่าอาหารญี่ปุ่นจริงๆแล้วเค็มครับ เกือบทุกอย่าง เท่าที่ผมสังเกตมานะครับ



ระหว่างที่เดินมาร้านราเมงเนี้ย จะเห็นร้านปาจิงโกะกับ slot machine เยอะมากๆครับ แล้วคนเล่นข้างในเนี้ยเพียบ มีทั้งหนุ่ม สาว คนแก่ คนทำงาน ที่สำคัญเวลาประตูเปิดเนี้ย กลิ่นบุหรี่ลอยออกมาแรงจนเราผงะ
(ปาจิงโกะเป็นเกมลูกเหล็กแบบตั้ง บนกระดานมีแผงเข็มหมุด เครื่องกีดขวาง และรู เป้าหมายของเกมก็คือ การทำให้ลูกเหล็กผ่านเครื่องกีดขวางต่าง ๆ เพื่อเข้าในรู เมื่อลูกเหล็กผ่านเข้าไปในรูได้ ลูกเหล็กจำนวนหนึ่งจะไหลออกมาเป็นรางวัลผู้เล่นสามารถนำลูกเหล็กเหล่านั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินรางวัลได้ ปาจิงโกะมีต้นกำเนิดมาจากเกมลูกเหล็กของเด็ก ๆ ที่ชื่อว่า “กะฉังโกะ” ในระยะแรกการเล่นปาจิงโกะเป็นเกมง่าย ๆ ผู้เล่นไม่จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษในการเล่นแต่อย่างใด แต่นับจากทศวรรษ ๑๙๘๐ รูปแบบของเกมเริ่มซับซ้อนมากขึ้น โดยพึ่งกลไกชนิดใหม่และเทคโนโลยีของคอมพิวเตอร์ ทำให้ผู้เล่นจำเป็นต้องมีทักษะมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสามารถพัฒนาโอกาสที่จะชนะให้มากขึ้นได้ โดยเรียนรู้ถึงโอกาสต่าง ๆ ที่น่าจะเป็น และกะเวลาในการตอบสนอง ร้านปาจิงโกะจำนวนมากในปัจจุบันได้เสนอมุมพิเศษสำหรับผู้เล่นสตรีและผู้สูงอายุ ปาจิงโกะถือเป็นสิ่งหย่อนใจประจำชาติของชาวเมืองในญี่ปุ่น แต่เนื่องจากเครื่องมือต่าง ๆ ได้พัฒนาก้าวหน้าไปอย่างมาก จึงทำให้ราคาค่าเล่นแพงขึ้น ปาจิงโกะจึงไม่ใช่สิ่งบันเทิงราคาถูกดังที่เคยเป็นมาในอดีต ชาวญี่ปุ่นที่เป็นแฟนปาจิงโกะมีอยู่ถึง ๒๙ ล้านคน โดยยอดเงินรวมประจำปีของตลาดปาจิงโกะมีอยู่ประมาณ ๔ แสน ๘ หมื่นล้านบาท(“ข้อมูลสนับสนุนจากหนังสือ ๑๐๘ ซองคำถาม / สำนักพิมพ์สารคดี”) อย่างไรก็ตามผมก็สงสัยว่า ทำไมญี่ปุ่นถึงยอมให้มีการพนันที่เหมือนมอมเมาคนในชาติแบบนี้ มันก็แปลกครับ
จริงๆแล้วการพนันผิดกฎหมาย ดังนั้นเวลาคนที่เล่นปาจิงโกะชนะได้ลูกเหล็กมาเนี้ย ก็จะเอาไปแลกเป็นของครับ ก็แล้วแต่ร้าน ว่าร้านจะให้อะไรมา ช้อน, โทรทัศน์ แล้วคนที่เล่นได้ ก็จะเอาของที่ได้ไปแลกเป็นเงินอีกทีหนึ่ง ไม่ผิดกฎหมายซะงั้น เออ เล่นง่ายจริงๆ
จากนั้นเราก็พากันไปออฟฟิศของบริษัทเมจิ ซึ่งเป็นบริษัททำช็อคโกเลตใหญ่ติดอันดับต้นๆของญี่ปุ่นครับ ของเค้าอร่อยจริงๆ เค้าเปิดร้านช็อกโกเลตชื่อ “100% Chocolate cafe” ที่นี่รวบรวมช็อคโกเลตจากทั่วโลกถึง 56 ชนิด และมี “365 days Chocolate” เปลี่ยนทุกวันไม่ซ้ำ ผมได้ลองชิม Frozen Fresh Chocolate เป็นไวท์ช็อคอร่อยมากๆ ครับ, Classic Chocolate Cake ผมว่างั้นๆครับเมนูนี้


ปิดท้ายด้วย Mazemaze Chocolate Orange เมนูนี้ผมให้ 5 ดาวเลยครับ เป็นน้ำส้มสดใส่มาในแก้วเดียวกับน้ำเชื่อมช็อคโกเลต ก่อนทานเราต้องคนให้เข้ากันก่อน แล้วดื่ม แบบว่าใครที่ชอบกินช็อคโกเลตรสส้มต้องชอบเมนูนี้แน่นอน

หลังจากเพิ่มพลังกันแล้ว เราก็จะไปเที่ยวแถวๆ ฮาราจูกุกันต่อ ซึ่งที่นี่เป็นที่ๆเด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นแต่งตัวแบแฟชั่นสุดโต่งมาอวดโฉมกัน แต่คงต้องเอาไว้ต่อกันคราวหน้า
เพราะว่าเดี๋ยวมันจะหมดมุขเขียนซะก่อน ฮ่าๆๆ ข้อสังเกตุจากวันนี้ ทุกอย่างมีสองด้านเสมอครับ ต่อให้ญี่ปุ่นเจริญ และดูเคร่งครัดขนาดไหนธุรกิจปาจิงโกะ ที่เป็นการพนันก็ยังสามารถมอมเมาคนได้กว่า 29 ล้านคน ทำเงินได้มหาศาล เหมืนอกับธุรกิจหนัง AV (Adult Viedo) หรือการ์ตูนผู้ใหญ่ ที่มีอิสระเสรีในการประกอบธุรกิจอย่างมาก มันจะเป็นไปได้ไหมครับ ที่ว่าวัตถุกับจิตใจจะสามารถเจริญไปพร้อมกันได้......บ้านเราคงไม่ตีกันเละอย่างนี้จริงไหมครับ?
ปล. รูปที่เหลือ: -



















Comments
รอตอนต่อไปอยู่ ?
RSS feed for comments to this post.